Ethereum101

Ethereum คือ เครือข่าย Blockchain ที่เป็นแพลตฟอร์มให้เหล่านักพัฒนาสามารถสร้างแอพพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ หรือ Dapps รวมไปถึงมีฟังก์ชั่นสัญญาอัจฉริยะในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นอินเทอร์เน็ตใหม่ (เว็บ 3.0)
Latest Update:
July 18, 2022
Legal Name:
Stiftung Ethereum
Headquarters Regions:
Switzerland
Company Size:
450 - 470
Founded Date:
2015
Information
Founders
Roadmap
Tokenomics
Partnerships
Summary

Information

ถ้าจะพูดถึงโลกของ Cryptocurrency จะต้องมีชื่อของ 'Ethereum' พูดขึ้นมาอย่างแน่นอน โดย Ethereum ได้พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีที่เหรียญรุ่นพี่อย่าง Bitcoin นำมาสู่โลกอย่าง Blockchain ขึ้นไปอีกขั้นซึ่ง Coinaraidee จะพาทุกท่านไปทำความรู้จัก "Ethereum" สกุล "เงินดิจิทัล" ที่นอกจากจะใหญ่เป็นลำดับที่สองของโลกรองจาก "Bitcoin" แล้ว ยังนำพาเทคโนโลยี "Blockchain" รุ่นที่สอง เข้ามาในโลกคริปโตเคอร์เรนซีกันครับ

ทำความรู้จักสกุลเงิน “Ethereum (อีเธอเรียม)”

Ethereum หรือว่า "อีเธอเรียม" เปิดตัวในปี 2015 เป็นผลงานการสร้างของคุณ Vitalik Buterin ซึ่งเห็นถึงศักยภาพและการเติบโตของเทคโนโลยี Blockchain ถึงแม้ว่าปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัล “อีเธอเรียม” จะมีมูลค่าเป็นอันดับสองของตลาดเป็นรองจากบิทคอยน์ แต่จุดประสงค์ของทั้งสองสกุลเงินนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยอีเธอเรียมนั้นไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เป็นเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ผู้สร้างเหรียญอีเธอเรียม หรือ สกุลเงิน "อีเธอร์" (Ether) มุ่งหวังที่จะสร้างแพลตฟอร์มการคำนวนแบบกระจายอำนาจ (Decentralize) ทั่วโลกในรูปแบบใหม่ และได้รับการขนานนามว่าเป็นอินเทอร์เน็ตใหม่ หรือเว็บ 3.0

อาวุธลับของ Ethereum คือสัญญาอัจฉริยะ “Smart Contracts” ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต เอกสารไวท์เปเปอร์ของ Ethereum อธิบายถึงสัญญาที่ชาญฉลาดนี้ว่าเป็นเหมือนกับสัญญากระดาษทั่วไปที่มีการกำหนดเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่างๆ แต่จะแตกต่างจากสัญญาทั่วไป โดยจะดำเนินการอัตโนมัติเมื่อมีปัจจัยที่ตรงกับเงื่อนไข “code implementing arbitrary rules” โดยไม่จำเป็นต้องให้อีกฝ่ายที่เข้าร่วมรับรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งของสัญญานั้นเป็นใคร อีกทั้ง ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวกลางใดๆ อาทิเช่น ธนาคาร, รัฐบาล, โบรกเกอร์, ตัวแทนหรือทนาย

ซึ่งตามจริงแล้ว ตัวบล็อกเชนของบิทคอยน์นั้นก็สามารถสร้างสมาร์ทคอนแทรคในนั้นได้เหมือนกัน แต่ข้อเสียหลักๆคือโครงสร้างภาษาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะนำไปพัฒนาระบบต่างๆได้ โดยจะแตกต่างจากบล็อกเชนของอีเธอเรียมที่เข้าใจง่ายกับนักเขียนโปรแกรมมากกว่าเนื่องด้วยโครงสร้างของระบบที่สามารถทำงานได้โดยไม่ติดขัดเรื่องภาษาโปรแกรม จึงนำพาไปนวัตกรรมใหญ่ต่างๆในวงการคริปโตเคอเรนซี่ได้ เช่น การเสนอขายเหรียญในระยะเริ่มต้น (ICO), Stablecoin, Decentralized แอปพลิเคชัน (DApps), Decentralized Finance (DeFi), Non Fungible tokens (NFTs)

Ethereum กับ Bitcoin นั้นแตกต่างกันอย่างไร?

มาถึงคำถามยอดฮิต ที่ทุกคนที่เริ่มสนใจในวงการ Cryptocurrency จะต้องมี ซึ่งนั้นก็คือ ระหว่าง Ethereum กับ Bitcoin มันแตกต่างกันอย่างไร ??? สรุปง่าย ๆ ว่า ความแตกต่างของทั้งคู่ คือ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดตัวกลางอย่างธนาคาร ซึ่ง Bitcoin จะเป็นเครือข่ายการชำระเงินที่สามารถใช้โอนเงินระหว่างคนสองคนได้ทุกที่ในโลก โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ในทางกลับกัน Ethereum มีเป้าหมายหลักที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอินเทอร์เน็ตให้ไม่ได้รับการดูแลโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งก็คือการกำจัดตัวกลางหรือบุคคลที่สามทางด้านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง โดยสรุปแล้ว Ethereum ก็คือคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้ที่สามารถที่จะทำให้ทุกอย่างกระจาย (decentralize) และอาจถึงขั้นทำให้ระบบโมเดลของเซอเวอร์มาตรฐานต้องเปลี่ยนโฉมไปตลาดกาล


ตารางด้านบนยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า ถึงแม้ สกุลเงิน Bitcoin และ Ether จะมีความนิยมที่ใกล้เคียงกัน แต่เป้าหมายของระบบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สามารถเห็นได้จาก Design Vision ซึ่ง Bitcoin เล็งเห็นถึง ระบบการเงินแบบใหม่ แต่ Ethereum มองเห็นในมุมของ ระบบปฏิบัติการแบบใหม่ หรือ อินเทอร์เน็ต 3.0 นั้นเอง

Ether คืออะไร? แล้วมันแตกต่างกับ Ethereum อย่างไร?

อีกข้อสงสัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนั้นก็คือ Ethereum, Ether, Eth นั้นแตกต่างกันยังไง แล้วทำไมจึงต้องแยกการใช้ด้วย เราจะหาคำตอบไปด้วยกันในบทความนี้

Ethereum หรือ Ethereum Network คือเครือข่าย ที่สามารถใช้เก็บข้อมูลและเรียกใช้แอปพลิเคชันที่กระจายอำนาจได้ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะโฮสต์ซอฟต์แวร์บนเซิร์ฟเวอร์ที่ Google หรือ Amazon เป็นเจ้าของและดำเนินการโดยบริษัทเดียวที่ควบคุมข้อมูล ผู้คนสามารถโฮสต์แอปพลิเคชันบน Ethereum Network ได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลของตนได้และใช้งานแอปได้แบบเปิด เนื่องจากไม่มีอำนาจจากส่วนกลางที่จัดการทุกอย่างนั้นเอง

Ether หรือในตัวย่อ Eth เป็นสกุลเงินดิจิทัลในการทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นการลงทุน หรือเป็นร้านค้าที่มีมูลค่า Ethereum เป็นเครือข่ายบล็อคเชนที่ใช้สกุลเงินอีเธอร์ในการ ถือ และ แลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เครือข่ายนี้ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ ที่หลากหลายและกำลังจะ ขึ้นมาเป็นคลื่นลูกใหม่ต่อจาก วงการ Cryptocurencyในอนาคตอันใกล้นี้

Ethereum ทำงานยังไง?

Ethereum การทำงานในฐานะเน็ตเวิร์คบนบล็อกเชน

จริงๆแล้ว Ethereum เป็นชื่อของเครือข่ายระบบปฏิบัติการ ไม่ใช่สกุลเงิน แต่สกุลเงินที่เกิดขึ้นมาบนระบบ Ethereum มีชื่อเรียกว่า “Ether”(ETH) ซึ่งเหรียญ Ether นั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับระบบปฏิบัติการเพราะมันจะต้องถูกใช้เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานของระบบเครือข่าย Ethereum

Ethereum ถูกสร้างมาให้เป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด(Open-source) เพื่อให้นักพัฒนาทั้งหลายสามารถนำเอาความสามารถและจุดเด่นของระบบนี้ (เช่น ความสามารถในการทำ Smart contract) ไปพัฒนาและสร้างออนท็อประบบเพื่อที่จะประยุกต์การใช้งานอย่างอื่นได้ เช่น Decentralized Application (DApp) 

Ethereum การทำงานในฐานะสกุลเงิน Cryptocurrency

โดยถ้าจะพูดถึงการทำงานของ Ethereum ในฐานะสกุลเงิน ก็จะไปในทิศทางเดียวกับ cryptocurrencies ทั้งหมด Ethereum ทำงานบนพื้นฐานของเครือข่ายบล็อกเชน โดยที่บล็อกเชนจะเป็นบัญชีแยกประเภทสาธารณะแบบกระจายอำนาจ (Decentralized Public Ledger) ซึ่งธุรกรรมทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบและบันทึกนั้นเอง

เป็นความเข้าใจของทุกๆคนในแง่ที่ว่าการเข้าร่วมในเครือข่าย Ethereum จะมีสำเนาบัญชีแยกประเภทที่เหมือนกัน (Identical ledger) ทำให้พวกเขาสามารถเห็นธุรกรรมที่ผ่านมาทั้งหมด และ มีการกระจายอำนาจ (Decentralized) โดยที่เครือข่ายไม่ได้ดำเนินการหรือจัดการ โดยหน่วยงานส่วนกลางใดๆ แต่ได้รับการจัดการโดยผู้ถือบัญชีทั้งหมดแทน

ทำความรู้จักกับ “Smart Contracts” หรือ สัญญาอัจฉริยะ ที่ทุกๆคนต่างกล่าวถึง

ลองตั้งคำถามกันเล่นๆว่า ทุกๆแอคชั่นที่เกิดขึ้นใน โลกดิจิทัลแพลตฟอร์ม นั้นถูกเก็บออกเป็นเป็นข้อมูลให้บริษัทไปใช้ในระบบมากน้อยแค่ไหน? ข้อมูลเหล่านั้นสุดท้ายแล้วถูกเก็บไว้ที่ไหน รักษาความปลอดภัยโดยใคร?  และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ใครสามารถเข้าถึงได้บ้าง?

ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะตามมานั้นก็คือ การถูกละเมิดสิทธิ์ หรือ ถูก Hack ข้อมูลต่างๆ นั้นเอง Ethereum จึงถูกสร้างขึ้นมา เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของระบบหรือ Application ต่างๆบนอินเทอร์เน็ตให้เป็นแบบกระจายอำนาจ (Decentralized)

โดยทุกๆ Application ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Ethereum จะมี สัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ซึ่งเป็นการเขียนโปรแกรมลงไปเป็นฟังชั่นก์ต่างๆ เพื่อที่จะใช้ในการควบคุมระบบ และดำเนินงานแบบอัตโนมัติ จุดที่สำคัญคือจะไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถเข้าไปแทรกแซง หรือเปลี่ยนแปลง Smart contract ในระบบนั้นๆได้ รวมถึงคนเขียนสัญญาอัจฉริยะด้วย  จึงทำให้ข้อมูลต่างๆมีความปลอดภัย และอยู่ในการควบคุมของผู้ใช้งานมากขึ้น  

สรุปง่ายๆ เงื่อนไขจะถูกกำหนดไว้ว่าถึงแม้เราจะฝากเงินไว้กับผู้ให้บริการ แต่ผู้ให้บริการไม่สามารถนำเงินของเราไปใช้อย่างอื่นได้นอกจากใช้ลงทุน และผลกำไรที่ได้จากการลงทุนก็ต้องเป็นของเรา(เจ้าของเงิน) เท่านั้น

ข้อดี ข้อเสีย ของ Ethereum 

ข้อดี

  • เป็น เครือข่าย ขนาดใหญ่

Ethereum นั้นมีพันธมิตรมากมายตั้งแต่ตอนพึ่งเริ่มต้นบริษัท โดยต่อมาได้เกิดเป็น Enterprise Ethereum Alliance (EEA) เป็นองค์กรอุตสาหกรรมที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพชั้นนำทั่วโลก ซึ่งทำให้ Ethereum มีรากฐานที่มั่นคง และ สามารถสร้างความหลากหลายของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

  • เป็นเน็ตเวิร์คที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ “Tried-and-true network”

ข้อดีอีกอย่างของ Ethereum นั้นก็คือการที่ระบบมีการทดสอบระบบ และ ฟังก์ชัน มาตลอดหลายปีโดยผ่านการทดสอบจริงมาเป็น พันล้านครั้ง 

  • มีฟังก์ชันที่หลากหลาย

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น นอกจาก Ethereum จะถูกใช้เป็น สกุลเงินแล้ว ยังมีฟังก์ชันอื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นบน Ethereum Blockchain อาทิ เช่น ICO (Initial Coin Offering) เป็นการระดมทุนในโครงการ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัทที่ใช้การออกโทเคนดิจิทัล (Token Digital) มาเสนอขายให้กับนักลงทุนที่สนใจ ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะมีแค่ Mastercoin ที่ใช้วิธีนี้ Application อีกประเภทนึงที่เกิดขึ้นมาบนระบบ Ethereum และกำลังมีคนเข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั่วโลกตอนนี้นั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า Non-Fungible Token (เหรียญ NFT)

  • มีนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พูดสั้นเลยว่า Ethereum มีความโด่งดังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ Community ของ Ethereum ที่เติมโตตามกระแสความนิยมด้วย ซึ่งทำให้นักพัฒนาที่อยู่ใน Community เลือกที่จะมองหา และ สร้าง นวัตกรรมใหม่ๆลงบน Ethereum นั้นเอง

ตัวอย่างเช่น “Web 3.0 Ecosystem”

ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ Ethereum พยายามจะพัฒนานั้นก็คือ บล็อกเชน ที่จะเป็นเสาหลักของ Web 3.0 เพื่อที่จะหลุดพ้นจากระบบที่เน่าเสียของ Web 2.0 ที่มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่คอยแต่จะทำกำไร

Web 3.0 คืออะไรกันแน่ จริงๆ แล้วก็ยังไม่มีใครที่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามันเกี่ยวกับการทำให้อินเทอร์เน็ตกลับไปเป็นเหมือนสิ่งที่มันควรจะเป็นก่อนที่จะมีบริษัทใหญ่เข้ามาแสวงหากำไรกับข้อมูลและ content ซึ่งก็คือการส่งต่อของข้อมูลอย่างอิสระผ่านเครือข่ายแบบ peer-to-peer (blockchain) และยังเพิ่มการให้ผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมต่อผู้สร้าง content อีกด้วย ทั้งหมดนี่คือการ decentralization ของอินเทอร์เน็ต

ข้อเสีย

  • ธุรกรรมที่สูงขึ้น หรือ ค่าแก๊ส (Gas)

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับค่า gas นั้นได้สร้างการติดขัดขึ้นมาในเครือข่าย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อมันอย่างมาก การติดขัดในเครือข่าย Ethereum นั้นส่งผลทำให้เกิดปัญหาด้านประสบการณ์การใช้งานที่แย่ในกลุ่มผู้ใช้งาน โดยเฉพาะนักเทรดบนตลาดที่มีความผันผวนสูงนี้ ทำให้หลายๆผู้ใช้งานเลือกที่จะย้ายไปที่แพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีค่าธุรกรรมที่ถูกว่า และ เร็วกว่านั้นเอง เช่นแทนที่จะซื้อขาย NFT ใน Ethereum ผู้ใช้งานสามารถเทรดได้ที่ Polygon ซึ่งมีค่าธุรกรรมที่ถูกกว่า (ค่า Gas Price : Eth - $19.4 / Matic- $0.00248 อ้างอิงวันที่ 16 ก.ย. 2021)

  • มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด Crypto Inflation

ในทุกๆ ปี Ethereum จะมีการปล่อยเหรียญ Ether เป็นจำนวน 18 ล้านเหรียญ จึงเป็นไม่มีการจำกัดจำนวนทั้งหมดของเหรียญ เพราะฉะนั้นเหรียญ Ether จึงมีความคล้ายคลึงกับ สกุลเงิน $ ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่า บิทคอยน์ที่มีกำหนดจำนวนเหรียญที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น

  • การลงทุนใน Ethereum อาจมีความเสี่ยง

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการลงทุนใน Cryptocurrencies มีความผันผวนสูง ซึ่งสามารถเพิ่มผลกำไร แต่ยังขาดทุนหลายครั้ง ราคาของ Ether ได้ผ่านมามีช่วงขึ้น ๆ ลง ๆ มากมายในอดีตซึ่งอาจเป็นข้อเสียเปรียบอย่างมากสำหรับนักลงทุนบางรายโดยเฉพาะผู้เริ่มต้น ตัวสินทรัพย์ขึ้นได้หลัก 1000% ก็ลงได้หลัก 1000% ได้เช่นกัน เพราะตลาดไม่มีเพดานราคา (ceiling) ไม่มีการห้ามซื้อขายเหรียญตัวไหนในบางเวลา (circuit breaker) เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาปิดตลาด เหมือนตลาดหุ้น และเปิดซื้อขายกับนักเทรดทั่วโลก 

การพัฒนาระบบของ Ethereum

Ethereum 1.0 + EIP 1559


Ethereum 1.0 ใช้ Proof-of-Work หรือว่า Consesus Mechanism เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อกำหนดหรืองานที่ทำ ซึ่งเป็น Algorithm เดิมที่ใช้บน Blockchain อยู่แล้ว หมายความว่า PoW จะต้องอาศัยสมาชิกในระบบ Blockchain เพื่อมาช่วยดำเนินธุรกรรมอย่างปลอดภัยบนระบบ โดยการแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์และถ้าใครแก้โจทย์สำเร็จ ก็จะได้รับรางวัลจากการเข้ามาช่วยประมวลผลธุรกรรมในระบบไป ซึ่งระบบแบบนี้เหมือนการทำงานแลกรางวัล เพื่อเอาสกุลเงินดิจิทัลออกมาในระบบ คล้ายกับการขุดทองในเหมือง เราจึงเรียกกันว่าการขุดเหมือง “Mining” 

ต่อมาด้วยความนิยมที่ทวีคูณมากขึ้นเลื่อยๆของ วงการ Cryptocurrency เหรียญที่มีความนิยมเป็นอันดับที่ 2 ก็มีคนใช้เยอะขึ้นด้วยเช่นกัน จึงนำพามาสู่ปัญหาใหญ่ของ Ethereum ซึ่งก็คือ ค่า “Gas” ที่สูงขึ้น มีความผันผวนสูง จึงทำให้ Ethereum จำเป็นต้องพัฒนาเครือข่ายใหม่ และได้เปิดตัว Ethereum London Hard Fork หรือที่เรียกกันว่า EIP-1559 (Ethereum Improvement Proposal) ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ และจะอัปเกรดให้ใช้งานภายในวันนี้ (5 สิงหาคม 2564) 

EIP-1559 คือข้อเสนอการเปลี่ยนวิธีคิดค่าธรรมเนียมหรือค่า “Gas” ที่จะใช้ระบบอัตโนมัติในการเสนอค่า Gas โดยวัดจากความหนาแน่นของธุรกรรมขณะนั้นๆ บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งจะมีผลให้ค่าธรรมเนียมหรือค่า Gas ถูกลง เพราะค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานบนเครือข่าย Ethereum ลดลง และได้เริ่มมีคู่แข่งเป็นเครือข่ายอื่นๆ ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว 

จุดแข็งของ EIP1559 คงหนีไม่พ้นค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า และ มีการ Burn เหรียญจากค่าธรรมเนียม ทำให้มีการลดซัพพลายของเหรียญ Ether ซึ่งต่อมาส่งผลให้เหรียญในระบบมีมูลค่าที่สูงขึ้น

สมมุติว่า Ethereum ตั้งให้ Burn เหรียญ 70% ในทุกๆค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ทำให้มีเหรีญมากกว่า 2.6 ล้าน Ether ที่จะถูกทำลาย “Burn” ปัจจุบัน เหรียญ Ether จะออก 4.9 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งแปลว่า ซัพพลายของเหรียญนั้นจะเหลืออยู่แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

Ethereum 2.0

ที่มาของ Ethereum 2.0 หรือ “Serenity” นั้นเริ่มมาจากการที่ Ethereum มีระบบนิเวศขนาดใหญ่มากเกินจนเน็ตเวิร์คไม่สามารถตามทันได้ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ค่าธุรกรรมที่สูง และ เวลาที่ใช้ในการประมวลผลที่นาน จึงให้ทาง Ethereum นั้นได้พัฒนาระบบใหม่ที่จะแก้ไขและรองรับจุดบกพร่องตรงนี้โดยในเวอร์ชั่นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความเร็ว ประสิทธิภาพ และความสามารถในการปรับขนาดของเครือข่าย Ethereum เพื่อให้สามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากขึ้นและลดปัญหาคอขวดนั้นเอง โดย Ethereum 2.0 แพลนว่าจะ รวมตัว (Merged) กับทาง Ethereum 1.0 ในปี 2021/2022

จุดเด่นของ Ethereum 2.0 นั้นคือการเปลี่ยนมาใช้ Proof-of-stake (PoS) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในวงการเลยทีเดียว เนื่องจาก PoS นั้นใช้ทรัพยากรพลังงานน้อยกว่า PoW มาก เพราะไม่จำเป็นต้องใช้พลังการคำนวณสูงๆ เพื่อแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์อีกต่อไป อีกทั้งยังมีความปลอดภัย และ สามารถใช้กับระบบขนาดใหญ่ที่มีธุรกรรมจำนวนมากได้ดีกว่าแบบเดิม โดยแทนที่จะแข่งกันแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน สมาชิกในเครือข่ายจะประมวลผลธุรกรรมอย่างปลอดภัยโดยการเดิมพันว่า Block ไหนจะเป็น Block ที่ถูกต้องและสมบูรณ​์ และถ้าเดาถูกก็จะได้รางวัลเป็นผลตอบแทนไป

แล้ว Ethereum 2.0 จะรองรับธุรกรรรมได้ดีกว่า Ethereum 1.0 ได้อย่างไร ?

สาเหตุหลักประการหนึ่งของการอัปเกรดเป็น Ethereum 2.0 คือความสามารถในการรองรับธุรกรรม ด้วย Ethereum 1.0 เครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้ประมาณ 30 รายการต่อวินาทีเท่านั้น ทำให้เกิดความล่าช้าและความแออัด แต่เมื่อ Ethereum 2.0 พัฒนาเสร็จสิ้นมันจะสามารถทำได้ถึง 100,000 รายการต่อวินาที  ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้จะทำได้โดยการใช้ shard chains ซึ่งก็คือคือการกระจายการประมวลผลธุรกรรมให้กับ Node หลาย ๆ ตัวในเครือข่าย เพื่อลดภาระการทำงานในระบบ ทำให้เครือข่ายสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากขึ้นในเวลาเดียวกัน

Ethereum 2.0 จะปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร?

Ethereum 2.0 ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เครือข่าย proof of stake ส่วนใหญ่มี set of validator ขนาดเล็กซึ่งทำให้ระบบ centralized มากขึ้นและความปลอดภัยของเครือข่ายลดลง แต่ Ethereum 2.0 ต้องการ validator ขั้นต่ำ 16,384 ราย ทำให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้นและด้วยเหตุนี้จึงปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตามที่ Lior Yaffe ผู้ร่วมก่อตั้ง  Jelurida  และหัวหน้าผู้พัฒนาหลักของ Ardor  และ  Nxt  blockchains กล่าวว่ายังมีช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องระดับอัตราการมีส่วนร่วมในเครือข่าย

การตรวจสอบความปลอดภัยของ code Ethereum 2.0 มีการดำเนินการโดยองค์กรต่าง ๆรวมถึง Least Authority บริษัทรักษาความปลอดภัยบน blockchain

Ethereum Foundation กำลังจัดตั้งทีมรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะสำหรับ Ethereum 2.0 เพื่อค้นหาปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นในสกุลเงินดิจิทัล โดยในทวีตนักวิจัยของ Ethereum 2.0 Justin Drake ระบุว่างานวิจัยดังกล่าวจะรวมถึงพัฒนาระบบต่างให้มีความปลอดภัยมากขึ้นเช่น

  •  การ Fuzzing : การป้อน input หลายๆ รูปแบบให้กับโปรแกรมเป้าหมายของเรา เพื่อหาผลการรันที่แปลกไปจากที่ควรจะเป็น เช่นการ crash (ช่องโหว่ที่มักจะเกิดขึ้นตอนโค้ด)
  • Pager Duty : เป็นโซลูชันการจัดการเหตุการณ์ที่คล่องตัวที่ทำงานร่วมกับ ITOps และ DevOps ในการตรวจสอบสแต็คเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความคล่องตัวในการดำเนินงาน


*ตัวอย่างระบบที่จะพัฒนาที่คุณ Justin Drake ได้กล่าวไว้


อ่านเพิ่มเติมได้ที่ link

การขยายตัวของ Ethereum (Scaling)

ในขณะที่จำนวนคนที่ใช้ Ethereum นั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื้อง จึงเป็นต้นตอของปัญหา ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นทาง Ethereum จึงได้เริ่มมีการลงทุน เริ่มวิจัย และ ทดลอง หลายๆความเป็นไปได้เพื่อที่จะหาทางแก้ให้ปัญหานี้ จนในที่สุดแล้วก็ได้เกิด “Scaling Solution Layer 2” ที่จะมาแก้ปัญหา ถึงแม้ว่าจะมีหลายทางแต่ ทุกโปรโตคอลนั้นนำพามาสู่เป้าหมายเดียวกัน

โดยเป้าหมายของการ “Scaling” นั้นมี 3 ข้อนั้นก็คือ

  • ความเร็ว  (faster finality)
  • ปริมาณการทำธุรกรรม (พัฒนา transactions per second)
  • ไม่สร้างผลกระทบให้กับ Eth2.0


จุดประสงค์ของแต่ละ Layer


ก่อนที่เราจะไปที่“Scaling Solution Layer 2”เรามาทำความรู้จักหน้าที่ของแต่ละLayerเพื่อเป็นการเข้าใจพื้นฐานก่อนที่จะเข้าไปเข้าใจฟังก์ชันเต็มของ EthereumLayer 2 นะครับโดยปัจจุบันแล้ว Layer นั้นแบ่งออกเป็น 4 ชั้นคือ Layer 1 , 2 , 3 , 4 ตามลำดับขั้น


Layer 0 - เลเยอร์ 0 คือระบบที่ทำงานอยู่ใน บล็อคเชน เฟรมเวิร์ค ไม่ว่าจะเป็น ตัวเครื่องมือ (Hardware) นักขุด (Miners) โปรโตคอลต่างๆ


Layer 1 - เลเยอร์ 1 หรือ Mainnet คือการสร้างโปรโตคอลบน รากฐานของบล็อคเชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ ระบบที่สร้างขึ้นนั้นสามารถขยายตัวได้ ซึ่งโปรโตคอลที่นิยมที่สุดคงหนีหนีไม่พ้น โปรโตคอลฉันทามติ (Consensus Protocol) และ การแบ่งส่วน (Sharding)


Layer2-เลเยอร์ 2 คือการรวมตัวของโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลและขยายแอปพลิเคชันโดยช่วยจัดการธุรกรรมบน Ethereum Mainnet (เลเยอร์ 1)ในจำนวนที่มากขึ้น ในขณะที่ใช้ประโยชน์จากรูปแบบการรักษาความปลอดภัยแบบกระจายอำนาจ (Decentralized) ที่มีประสิทธิภาพของ Mainnet ไปด้วย


Layer 3 - เลเยอร์ 3 หรือ แอปพลิเคชันเลเยอร์ เป็นที่รู้จักกันดีในวงการ Crypto โดยเป็นพิ้นที่ๆให้ บุคคลที่3 สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไปได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ link


Layer 4 - เลเยอร์ 4 หรือ เลเยอร์ผู้ใช้งาน “The User Aggregation Layer” ถือว่าเป็นเลเยอร์ที่ใหม่และกำลังเติมโตขึ้นในวงการ Crypto ซึ่งคือพิ้นที่ๆผู้ใช้งานสามารถสร้าง แอปพลิเคชัน แบบย่อยขึ้นมาใช้งานได้เตรียมเสมือน คุณที่สร้างแอปพลิเคชัน เพื่อนำไปใส่บน App Store เพื่อใช้งานนั้นเอง


การขยายตัวของ Ethereum บน เลเยอร์ 2

 ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

Ref : Scaling Solutions On-Chain vs Off-Chain

  1. On-Chain Scaling

เป็นการยืนยันธุรกรรมใน Ethereum Protocol หรือว่า Mainnet Layer-1 โดยหลักๆ แล้วจะใช้วิธี Sharding ในการพัฒนา

Sharding : คือกระบวนการที่สามารถทำให้ Blockchain รองรับธุรกรรมได้มากขึ้น โดยวิธีการทำงานของมันคือการกระจายการประมวลผลธุรกรรมให้กับ Node หลาย ๆ ตัวในเครือข่ายเพื่อลดภาระการทำงานในระบบทำให้เครือข่ายสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากขึ้นในเวลาเดียวกัน

  1. Off-Chain Scaling

เป็นการยืนยันธุรกรรมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Mainnet Layer-1 แต่จะเป็นการขยายแบบต่อยอดจาก Mainnet Layer-1 โดยคอนเซ็ปต์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบของ Ethereum ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน 

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยิน Off-chain Scaling ในอีกชื่อนึงก็คือ “layer 2” ซึ่งระบบหลักๆนั้นจะถูกพัฒนาบน layer 1 ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ rollups, state channels, sidechains และ plasma


1 Rollups 
Rollups แบ่งออกเป็น 2 ประเภท (การทำธุรกรรมผ่าน layer 2) โดยทั้งสองแบบรับประกันความถูกต้องของการเปลี่ยนสถานะด้วยวิธีการที่ต่างกัน 
1.1 ZK-rollups

ย่อมาจาก “Zero knowledge rollups” เป็นการทำธุรกรรมแบบ off-chain และมีการยืนยันธุรกรรมบน Validity proof ซึ่งก็คือการตรวจสอบธุรกรรม โดยอิงตามหลักฐานความถูกต้อง


โปรเจคที่ใช้ZK-rollups 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ link

1.2 Optimistic-rollups

คือการยืนยันการทำธุรกรรมว่าถูกต้องตามค่าเริ่มต้น และ ผ่าน หลักฐานการฉ้อโกง “Fraud Proofs” ซึ่งตรงกันข้ามกับการตรวจสอบ ZK-rollups นั้นเอง

โปรเจคที่ใช้ Optimistic-rollups : Optimistism , Fuel Network (fuel.sh) และ Arbitrum (Offchain Labs)


อ่านเพิ่มเติมได้ที่ link

2 State channel 

คือการทำธุรกรรม ที่มีการทำสัญญากันว่าจะทำธุรกรรมร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องลงชื่อยินยอมการใช้งาน ผ่านการยืนยันตัวตนด้วย สัญญาอัจฉริยะที่ใช้บน Ethereum Network เรียกว่า “Multisignature” 


โปรเจคที่ใช้ State channel : Raiden 


ตัวอย่าง  : เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น สมมุติถ้ามีคนสองคน นาย A และนาย B ต้องการทำธุรกรรมกันในช่วงละยะเวลาหนึ่ง โดยให้นาย A มีเหรียญอยู่ 100 ETH นาย B มี 50 ETH และในระยะเวลา 1 เดือน A มีการโอนเงินให้ B 10 ครั้ง ครั้งละ 5 ETH และนาย B โอนเงินให้นาย A 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ETH ผลสรุปแล้ว นาย A จะมีเงินเหลืออยู่ 70 ETH นาย B จะมีเพิ่มขึ้นมาเป็น 80 ETH ถ้าไม่ใช้ State Channel เครือข่าย Ethereum จะต้องรองรับการทำธุรกรรมทั้งหมด 12 ครั้ง และเก็บค่า Gas การทำธุรกรรม 12 ครั้ง

จากตัวอย่างด้านบน หากใช้ Raiden Network (State Channel) ธุรกรรมทั้งหมดจะถูกรวมเป็นธุรกรรมเดียว ก็คือ นาย A มี 100 ETH นาย B มี 50 ETH นาย A โอนให้ B 30 ETH หลังจากนั้นนาย A เหลือ 70 ETH นาย B เพิ่มขึ้นมาเป็น 80 ETH จะเห็นว่ามี Transaction ครั้งเดียว จึงใช้ Gas แค่ทีเดียว ลดภาระของเครือข่าย แถมยังจ่ายค่าธรรมเนียมที่ถุกกว่าถึง 12 เท่า (คร่าวๆ)


3 Plasma

Plasma คือบล็อกเชนที่แยกออกมาโดยยังอิงกับ Ethereum หลัก  ซึ่งเหมือนกับ Optimistic Rollups ที่ธุรกรรมจะต้องผ่าน หลักฐานการฉ้อโกง “fraud proofs” และมีประสิทธิภาพที่ทำธุรกรรมได้มากขึ้น กว่า 1,000 TPS

โปรเจคที่ใช้ Plasma : OMG Network  และ Polygon (เมื่อก่อนใช้ Matic Network)

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ link


4 Side Chain 

Sidechain คือ บล็อคเชน อีกเส้นหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานเพิ่มเติมจาก Mainnet Layer 1 และ User สามารถ Sync กลับไป Mainnet ได้ โดยใช้ Public Key/Private Key เดียวกับ Mainnet โดย Ethereum มี Sidechain ที่จะทำให้ประหยัดค่า Gas และลดเวลาการทำงานลงได้เพราะทุกอย่างไม่ต้องรันบน Mainnet 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ link



โปรเจคที่ใช้ Sidechain  : POA Network



Founders

Ethereum เกิดขึ้นโดยนักวิทยาการคอมพิวเตอร์วัย 19 ปี ชาวรัสเซีย-แคนาดา Vitalik Buterin ในเดือนพฤศจิกายน2013ดยมีเอกสารไวท์เปเปอร์ของButerinซึ่งเขียนขึ้นหลังจากใช้เวลาสามปีในการสำรวจกลไกของCryptoจึงทำให้มีการค้นพบข้อจำกัดต่างๆของBitcoinต่อมาButerinจึงเสนอแพลตฟอร์มที่เปิดใช้งานแอปพลิเคชั่นแบบกระจายศูนย์ และ ทำให้เกิด Roadmapจนถึงปัจจุบัน

สถานะปัจจุบัน : ยังคงพัฒนาระบบ Ethereum ใน บล็อกเชนแพลตฟอร์ม



LinkedIn

นาย Charles Hoskinson เป็นผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและเป็นนักคณิตศาสตร์ ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัย Metropolitan State University of Denver และ University of Colorado Boulder ซึ่งเรียนศึกษาเกี่ยวกับ ทฤษฎีตัวเลขเชิงวิเคราะห์ (Analytic Number Theory) 

Charles Hoskinson เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงคริปโตเคอเรนซี่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum โดยที่นาย Anthony Di Iorio เป็นคนแนะนำให้เข้ารู้จัก Ethereum ซึ่งต่อมาได้เป็น 1 ใน 5 ผู้ร่วมก่อตั้งแรกของ Ethereum ในเดือน ธันวาคม 2013

ตำแหน่ง และ หน้าที่ของ นาย Charles Hoskinson หลักๆ ก็คือการ ดูแลกฎหมาย (Legal Framework) ขององค์กร และ เป็นคนก่อตั้ง Swiss Foundation

หลังจากที่เขาไปจาก Ethereum เขาได้รับการติดต่อจากอดีตเพื่อนร่วมงาน Ethereum Jeremy Wood ให้ก่อตั้งโครงการใหม่ชื่อ IOHK (Input Output HongKong) ซึ่งเป็น บริษัท ด้านวิศวกรรมและการวิจัยที่สร้าง cryptocurrencies และ blockchains โครงการสำคัญของ IOHK คือ Cardano (แพลตฟอร์ม cryptocurrency)บล็อกเชนสาธารณะและแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะที่โฮสต์สกุลเงินดิจิทัล ADA

การเติบโตของไวโอมิง cryptocurrency อุตสาหกรรมรวมถึง IOHK และ คราเคน (บริษัท )ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเก็งกำไรในประเทศอื่น ๆ ในการพิจารณาอุตสาหกรรมบล็อกเชนเช่นกัน

สถานะปัจจุบัน : หลังจากที่ออกจาก Ethereum ได้ก่อตั้งโครงการใหม่ชื่อ IOHK และต่อมา เกิดเป็น Cardano (แพลตฟอร์ม cryptocurrency) 


ช่องทางการติดตาม Twitter, Medium, Linkedin


LinkedIn

Gavin Wood โปรแกรมเมอร์ชาวอังกฤษ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และมีบทบาทในฐานะ Chief Technology Officer (CTO) ของ Ethereum เขาได้เจอ 5 ผู้ก่อตั้ง Ethereum ที่ไมอามี่ก่อนที่จะมี งานประชุม “North American Bitcoin conference” ในปี 2014

ในปี 2014 นาย Gavin Wood ได้ทำการเผยแพร่ “Ethereum Yellow Paper” ซึ่งเป็นการลงลายระเอียดที่ลึกมากขึ้นต่อยอดมาจาก “Ethereum White Paper” ของนายVitalik ซึ่งในเวลาต่อเขาก็ได้เสนอ ภาษาโปรแกรมมิ่งของ Ethereum อย่างเป็นทางการ หรือ “Solidity” นั้นเอง

ต่อมานาย Wood ได้ออกมาเปิดบริษัทของเขาเอง และ มีผู้ร่วมก่อตั้งคือ นาย Jutta Steiner แต่ในท้ายที่สุดเขาได้เปลี่ยนเส้นทางของเขาอย่างชัดเจน โดยมีวิสัยทัศน์ ที่อยากจะไม่ได้มองว่าจะมีเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว แต่มองว่าบล็อกเชนแต่ละเครือข่ายนั้นต่างก็มีวัตถุประสงค์ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป จึงเกิดเป็นแนวคิดที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน หรือก็คือกำเนิด โปรเจค Polkadot (Connecting the Dots)

สถานะปัจจุบัน : ปัจจุบันนาย Gavin Wood โฟกัสกับการพัฒนาเหรียญ Polkadot (DOT) และ Kusama (KSM)

LinkedIn

โปรแกรมเมอร์อีกคนนึงที่เป็นผู้ก่อตั้ง Ethereum คือ นาย Jeffrey Wilcke เขาเป็นอดีตโปรแกรมเมอร์ของ Mastercoin หรือว่า ICO ตัวแรกของโลก ต่อมาเขาได้ยินเกี่ยวกับโปรเจค Ethereum จนถูกเชิญให้เข้าร่วมในปี 2014 พร้อมกับ นาย Gavin Wood

ปัจจุบัน เขาได้รวมมือกับน้องน้องชาย  Joey Wilcke พัฒนา และได้ก่อตั้ง Game development Studio “Grid Games” และเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คนจดจำ Jeffrey Wilcke ได้นั้นก็คือ การโอน 92,000 ETH ($11.5 ล้าน) ไปที่ Kraken ในวันที่ 25 ธันวาคม 2019 เพื่อนำเงินเหล่านั้นมาเป็นทุนในการสร้างเกมส์ โดยทาง Jeffrey Wilcke ออกมายอมรับเองว่าเป็นเรื่องจริงผ่านทาง Twitter ของเขาเอง


LinkedIn

Joseph Lubin คือคนที่มีประสบการณ์โดยรวมมากที่สุดแล้วถ้าต้องเทียบกันในทั้ง 8 ผู้ก่อตั้ง โดยเส้นทางอาชีพของเขานั้นมีทั้ง โปรดิวเซอร์เพลง นักธุรกิจ ที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งในต่อมา นาย Lubin เริ่มต้นที่จะสนใจในคริปโต้จึงได้มีการติดต่อกับ นาย  Di Iorio ผ่านทาง  Bitcoin Alliance of Canada ท้ายที่สุดแล้วนาย Lubin ก็ได้เจอกับ Buterin และถูกเชิญชวนให้เข้าร่วมกลุ่ม โดยต่อมาเป็นกลุ่มๆนี้จะถูกต่อยอดเป็น ผู้ก่อตั้งของ Ethereum 

ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2014 เพียงไม่กี่เดือนหลังจาก Ethereum เปิดระดมทุนผ่านการขายเหรียญต่อสาธารณะที่ราคา 30 เซนต์ Lubin ได้ดำเนินการจัดตั้ง “ConsenSys” บริษัทโฮลดิ้งที่เขาให้คำจำกัดความอย่างยิ่งใหญ่ว่าเป็นเหมือน “ระบบนิเวศเทคโนโลยี” สำหรับสร้างแอพพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโลกอนาคตที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันเหมือนห่วงโซ่ 

ConsenSys ถือเป็นเครือบริษัทผู้บุกเบิกวงการคริปโตรายแรกโดยประกอบด้วยธุรกิจย่อยมากมายที่พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม Ethereum ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญที่สุดของ Bitcoin ในโลกบล็อกเชน ธุรกิจมากกว่า 50 แห่งแตกกิ่งก้านสาขาจาก ConsenSys


LinkedIn

Mihai Alisie จบการศึกษาจาก Cybernetic Economics ที่ประเทศโรมาเนีย เมื่อเขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับ Bitcoin เขาจึงได้เริ่มติดต่อกับ Buterin ในปี 2011 และต่อมาทำให้พวกเขาทั้ง 2 คน ตัดสินใจก่อตั้ง Bitcoin Magazine ขึ้นมา 

ในช่วงเวลาต่อมา Mihai Alise ได้ขึ้นเป็นรองประธานมูลนิธิ Ethereum จนถึงปลายปี 2015 ในเวลาต่อมาเขาหันมาสนใจและได้เริ่มต้น Akasha ซึ่งเป็น “Social framework” สำหรับ Ethereum

ปัจจุบัน”Alisie”อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับEthereumโดยตรงเท่ากับเมื่อก่อนแต่การทดลองเครือข่าย “Social Framework” ของเขากำลังก่อตัวขึ้นและอาจจะเปิดตัวในเวลาที่ตรงกับ Ethereum 2.0 ก็เป็นได้

สถานะปัจจุบัน : ได้ออกจาก Ethereum แล้วเพื่อมาเปิดบริษัทของตัวเอง “Akasha”


LinkedIn

นาย Di Iorio เข้าร่วมทีมพัฒนา Ethereum ไม่นานหลังจากได้พบกับผู้ก่อตั้ง Ethereum นาย Vitalik Buterin ในการประชุม Bitcoin ที่จัดขึ้นในปี 2012 หลังจากที่เขาทำงานที่ Ethereum ได้ไม่นาน นาย De Iorio ก็ได้ลาออกไปเพื่อเริ่มก่อตั้งบริษัท Decentral ซึ่งเป็นบริษัทบล็อกเชนในโตรอนโต แคนาดาแห่งหนึ่ง

บริษัทนั้นคือ “Jaxx Digital Wallet” ซึ่งได้เปิดตัวขึ้นใน เดือน พฤษภาคม 2018 ปีเดียวกับกับที่นาย Di Iorio ติด Forbes list of the top 20 คนที่รวยที่สุดในโลก cryptocurrency

สถานะปัจจุบัน : ได้ออกจาก Ethereum แล้วเพื่อมาเปิดบริษัทของตัวเอง “Jaxx Digital Wallet”


LinkedIn

นาย Amir Chetrit มีความสัมพันธ์ในการทำงานกับ ผู้ก่อตั้ง Ethereum นาย Vitalik Buterin ในช่วงที่เขาอยู่ที่ Colored Coins โดยต่อมาทาง Buterin ขอให้ Chetrit เข้าร่วมทีมผู้ก่อตั้ง ในเดือนธันวาคม 2013

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิถุนายน 2014 การประชุมของผู้ก่อตั้ง Ethereum นั้นได้ลงมัตติให้นาย Chetrit ลดบทบาทหน้าที่กับทาง Ethereum ด้วยเหตุผลที่ว่า เขานั้นไม่มีส่วนร่วมกับโปรเจคมากพอ

สถานะปัจจุบัน : ได้ออกจาก Ethereum แล้วแต่ก็ยัง สนับสนุนและซัพพอร์ต โปรเจคที่เกี่ยวข้องกับ บล็อกเชนต่อไป


LinkedIn

Roadmap

2013 

  • Vitalik Buterin โปรแกรมเมอร์อายุ 19 ปี (และผู้ร่วมก่อตั้ง Bitcoin Magazine) ได้เผยแพร่ “White paper” ซึ่งนำเสนอบล็อกเชนที่มีความยืดหยุ่นสูง และรองรับธุรกรรมได้หลากหลายประเภทในแบบเสมือนจริง

2014 

  • วัยรุ่นจากเมืองโตรอนโตพร้อมทีมผู้ร่วมก่อตั้งที่มี Gavin Wood เป็นสมาชิก ได้ระดมทุนเพื่อการพัฒนาโปรโตคอลอีเธอเรียม โดยมียอดขายโทเค็นก่อนเปิดตัวสูงถึง 18 ล้านดอลลาร์

2015 

  • บล็อกเชนอีเธอเรียมเวอร์ชันสาธารณะเวอร์ชันแรกเปิดตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยฟังก์ชันสัญญาอัจฉริยะเริ่มเปิดตัวบนบล็อกเชนอีเธอเรียม

2016 

  • แฮกเกอร์โจรกรรมเงินราว 50 ล้านดอลลาร์จากกองทุนร่วมทุนที่ขับเคลื่อนโดยสัญญาอัจฉริยะในชื่อ DAO (ย่อมาจาก Decentralized Autonomous Organization) โดยการใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ 
  • ในการโหวตที่ผู้คนมีความเห็นแตกแยกกัน ชุมชนของอีเธอเรียมเลือกที่จะแก้ไขโปรโตคอลด้วยวิธีที่จะเรียกคืนเงินที่สูญเสียไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้บล็อกเชนของอีเธอเรียมแยกออกมา (ผ่านการ hard fork) เป็นสองบล็อกเชนแยกกัน โดยแต่ละสายจะมีชุมชนที่ใช้งานเป็นของตนเอง นั่นก็คือ Ethereum และ Ethereum Classic

2017

  • มีการสร้างมาตรฐาน ERC-20 ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันที่ใช้งานร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย ERC-20 เป็นตัวกำหนดวิธีสร้างสินทรัพย์ (หรือโทเค็น) นอกเหนือจากบล็อกเชนของอีเธอเรียม 
  • แอปจากอีเธอร์เรียมแอปแรกที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมาในรูปแบบของเกมชื่อ CryptoKitties ที่ให้ผู้ใช้รวบรวมและซื้อขายแมวดิจิทัล และต่อมาได้กลายเป็นแอปยอดนิยมที่ผู้คนคลั่งไคล้กันอย่างจริงจัง ถึงขนาดที่แมวดิจิทัลหายากมีการซื้อขายกันในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์ 
  • มีการเปิดตัวองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Ethereum Enterprise Alliance เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้จริงสำหรับเทคโนโลยีสัญญาอัจฉริยะ โดยสมาชิกประกอบด้วย JP Morgan, Samsung, Microsoft และ Mastercard
  • เปิดตัว MakerDAO ซึ่งเป็นโปรโตคอลการเงินแบบกระจายอำนาจ (หรือ DeFi) บนบล็อกเชนอีเธอเรียม นอกจากนี้ Maker ยังเปิดตัวเหรียญที่มีราคาคงที่ของ ETH ตัวแรก นั่นก็คือ DAI อีกด้วย
  • ETH มีมูลค่าสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

2018

  • DeFi ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรรมด้านบริการทางการเงินด้วยการทำให้ธุรกรรมมีความรวดเร็วขึ้น ราคาถูกลง และปลอดภัยมากขึ้น ได้รับแรงผลักดันมาจากการใช้โปรโตคอลการกู้ยืมเงินอย่าง Compound และการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจอย่าง Uniswap 
  • เปิดตัวเหรียญ USDC ซึ่งเป็นเหรียญที่มีราคาคงที่ เหรียญ USDC ได้รับการสนับสนุนโดย CENTRE Consortium ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Coinbase และ Circle โดยมีมูลค่าของเหรียญที่ออกถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในปีแรก  
  • ETH มีมูลค่าแตะ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ก่อนตกลงมาที่ 100 ดอลลาร์

2020 

  • ในเดือนธันวาคม เริ่มมีการอัปเกรดเป็น Ethereum 2.0 การเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์จาก Ethereum 1.0 เป็น Ethereum 2.0 มีกำหนดไว้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี
  • Proof of Stake ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในขั้นแรกของ Ethereum 2.0 โดย ETH 1.0 ยังคงใช้ Proof of Work เป็นกลไกฉันทามติต่อไป

2021

  • ในเดือนกุมภาพันธ์ ETH ทำสถิติใหม่สูงสุดตลอดกาลด้วยมูลค่าสูงกว่า 1,700 ดอลลาร์
  • เปิดตัว Ethereum London Hard Fork หรือที่เรียกกันว่า EIP-1559 (Ethereum Improvement Proposal) เพื่อควบ ค่า”Gas” ที่สูงขึ้นและผันผวน ในเดือนกรกฎาคม

ใครคือผู้ร่วมก่อตั้งของ Ethereum และตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ?

ต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2014 ณ เมือง Zug ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ก่อตั้งทั้งแปดคนของ Ethereum ได้รวมตัวกันในบ้านเช่าซึ่งต่อมาถูกขนานนามว่า “The Spaceship” เพื่อตัดสินใจว่าอนาคตของสิ่งที่จะกลายเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกนั้นจะเป็นยังไง

ปัจจุบันมีเพียงหนึ่งในแปดผู้ร่วมก่อตั้งเท่านั้นที่ยังคงทำงานอย่างแข็งขันในEthereumซึ่งเป็นการทดลองครั้งใหญ่ของพวกเขาสำหรับการปฏิวัติวงการการเงินครั้งใหม่ถึงแม้ว่าทั้ง8คนจะไม่ได้ทำงานร่วมกันแล้ว แต่ ชื่อของพวกเขาหลายคนอาจจะยังคุ้นเคย และ ยังคงทำงานอยู่ในวงการคริปโต้ต่อไป

Tokenomics

ทำความรู้จักกับ Tokenomics แบบคร่าวๆ?

เริ่มต้นด้วยการรู้รากฐานของทำว่า “Tokenomics” โดยมาจากการรวมคำ 2 คำคือ “Token” และ “Economics” หรือแปลแบบตรงๆ ก็คือ เศรษฐกิจของคริปโตนั้นเอง โดย กลไกการควบคุมปริมาณเหรียญในระบบนิเวศน์ของแต่ละเหรียญ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Tokenomics จะอธิบายถึงที่มาที่ไปของการ กระจาย (Distribution) , สร้าง (Minted) , และ การทำลาย (Burn)

ตัวอย่าง  : ธนาคารกลางเสนอนโยบายการเงินเพื่อควบคุม การไหลเวียนของเงินในประเทศ เพียงแค่ Tokenomics คือการควบคุมในโซน Cryptocurrencies


Distribution

เหรียญของ Ethereum หรือว่า Ether (Eth) ปัจจุบันมีอยู่ 117.5 ล้านเหรียญ หรือ $414,730,065,553.00 USD ซึ่งยังไม่มีเพดานมาจำกัดจำนวนของเหรียญ ด้วยเหตุนี้หลายคนอาจสงสัยว่าหากเป็นเช่นนี้แล้วมูลค่าของเหรียญ ETH นั้นจะเกิดการเฟ้อจนเหรียญล้นตลาดหรือไม่ แท้จริงแล้ว ETH นั้นยังเป็น Supply ที่มีความต้องการใช้ค่อนข้างสูง เนื่องจากบนเครือข่ายของ Ethereum ไม่ว่าจะเป็น “Dapps, Smart Contract หรือ Token ต่างต้องใช้เหรียญ ETH ในการจ่ายค่าธรรมเนียม (Gas fee) เสมอ” รวมไปถึงการ Staking ซึ่งมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จึงนำพามาสู่ ราคาเหรียญ ที่สูงขึ้นในปีที่ผ่านมา

 

Ether(Eth) ถูกแบ่งโครงสร้างสัดส่วนไว้มีรายละเอียดดังนี้

  • 72,009,990.50 Ether Genesis (60M Crowdsale 12M Other)  คิดเป็น  61.28%
  • 42,625,310.28 Ether Mining Block Rewards  คิดเป็น  36.28%
  • 2,922,911.13 Ether Mining Uncle Rewards  คิดเป็น  2.49%
  • 252,086.43 Ether Eth2 Staking Rewards  คิดเป็น  0.21%
  • 309,047.32 Ether Burnt Fees   คิดเป็น  0.26%

117,501,251.01 Ether Current Total Supply คิดเป็น 100%

*อ้างอิงของวันที่ 16 กันยายน 2021

ดูข้อมูลเพื่มเติมได้ที่ link


Partnerships

Enterprise Ethereum Alliance (EEA)

Enterprise Ethereum Alliance (EEA) เป็นองค์กรอุตสาหกรรมที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพชั้นนำทั่วโลก ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2017 ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญ คือการรวมตัวกันขององค์กร ผู้คนและบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ Ethereum บรรลุศักยภาพอย่างแท้จริงในด้านเครือข่ายการชำระเงิน ด้านสื่อ Dapps รวมไปถึง Smart Contract ด้วย ซึ่งบริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่งได้เข้าร่วม EEA เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อไป โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งของ Enterprise Ethereum Alliance ได้แก่ Accenture, Banco Santander, BlockApps, BNY Mellon, CME Group, ConsenSys, IC3, Intel, JP Morgan, Microsoft และ Nuco

Vision

“ A world of collaboration built on a new foundation of trust ” 

โลกแห่งการรวมมือกันสร้างรากฐานใหม่ๆของความเชื่อใจกัน

Mission

“ Enable organizations to adopt and use Ethereum technology in their day-to-day business operations. ” 

สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ ในการปรับใช้เทคโนโลยี Ethereum ในการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน


 สมาชิกขององค์กรแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • สมาชิกสมทบ (Associate Members)
  • สมาชิกองค์กร (Organizational Members)
  • พันธมิตรทางสังคม (Social Impact Partners)


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  EEA Members



Summary

โดยสรุปแล้ว Ethereum เป็นเหมือนกับรากฐานที่ถูกต่อยอดมาจากคอนเซ็ปของ “Blockchain” โดยผู้ก่อตั้ง คุณ Vitalik Buterin ได้เห็นช่องว่างของ Bitcoin ที่ทำได้แค่เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการทำธุรกรรมเท่านั้น แตกต่างกับ Ethereum ที่มุ่งหวังที่จะสร้างแพลตฟอร์มการคำนวณแบบกระจายอำนาจ (Decentralize) ทั่วโลกในรูปแบบใหม่ ต่อยอดไปในทิศทางที่ไม่ได้มีแค่การเงิน เช่น Internet 3.0, Decentralized Application (DApps),etc. โดยที่มีอาวุธลับเป็น สัญญาอัจฉริยะ “Smart Contracts” ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

นอกจาก Ethereum Community ที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก Ethereumยังมีกลุ่มพาร์ทเนอร์ “Enterprise Ethereum Alliance (EEA)” ซึ่งเป็นการรวมตัวของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกอีกด้วย นั้นจึงทำให้Ethereum มีการพัฒนา และ ประกาศโปรเจ็คใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ระบบ โปรโตคอล Ethereum 2.0 เมื่อปี 2020 และ การพัฒนาการขยายระบบนิเวศ Layer 2 ของ Ethereum

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงทำให้มูลค่าสกุลเงินของ Ethereum หรือว่า Ether (Eth) มีมูลค่าที่สูงขึ้นอย่างมากโดยปัจจุบันมีมูลค่า $3,167.14 หรือ 105,735.27 บาท (อิงจากวันที่ 20 ก.ย. 64) นอกจากนี้ การขึ้นของราคายังมีสาเหตุมาจากมุมมองเชิงบวกที่มีต่อการอัพเกรดครั้งล่าสุดของ Ethereum ที่อาจจะสามารถลดปัญหา Gas fee ที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่เหรียญ Ether จะออกมาน้อยลงในอนาคต นักลงทุนบางส่วนจึงเร่งเข้าซื้อเพื่อถือครองไว้ก่อนที่เหรียญจะออกมาน้อยลงจริง ๆ ในอนาคต

เหรียญอื่นๆที่น่าสนใจ